วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

จตุพร พรหมพันธุ์ สุดทน#คนรังแกพระ

ประธาน นปช. เย้ยดีเอสไอโหมข้อหาหมายจับในคดีเล็กๆ  ให้เป็นคดีใหญ่จะไปจับคนฆ่าคนตาย เตือนเปิดศึกความเชื่อของคน จะทำให้กลายเป็นปัญหาผึ้งหยดเดียว ประชดคดี กปปส.โทษขั้นประหารชีวิตยังดองเรื่องเงียบได้ กังขาเล่นงานพระธัมมชโยให้ลุกลามสร้างผลสะเทือนพุทธศาสนา ด้วยความสะใจของบางฝ่ายหรือ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล เมื่อ 27 พ.ค. ว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และอัยการพิเศษ กำลังสร้างปัญหาเล็กๆ กรณีพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่รับทราบข้อหารับของโจรและฟอกเงิน กลายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งกำลังหาเรื่องกับความเชื่อ ความศรัทธาของคน แล้วจกลายเป็นปัญหาจากน้ำผึ้งหยดเดียว และแก้ไขได้ลำบากยิ่งขึ้น

นายจตุพร กล่าวว่า ดีเอสไอ โหมสร้างข่าวกรณีพระธัมมชโย เหมือนกับจะไปจับคนร้ายฆ่าคนตาย ทั้งที่ทางออกอื่นให้จัดการ รวมถึงถ้านำไปเปรียบกับคดี กปปส. แล้ว จะเห็นแนวทางชัดขึ้น เพราะอัยการยังค้างคดีกปปส. ที่มีผู้ต้องหากว่า 20 คน ในคดีร้ายแรง 9 คดี และดีเอสไอทำสำนวนสอบสวนให้ฟ้องศาล แต่กลับยังนิ่งเฉยอยู่ไม่ดำเนินการ

ส่วนวัดธรรมกายมีสานุศิษย์ทั่วประเทศกว่า 6 ล้านคน เมื่อมาปฏิบัติธรรมก็นั่งกันเรียงแถวสงบ น่าสรรเสริญ หากวัดหลอกลวงให้คนบริจาคจนสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว ในหลาย 10 ปีที่ผ่านมา ย่อมปิดไม่มิด และเงินที่ประชาชนไปทำบุญ ถ้าพระธัมมชโยนำไปใช้ส่วนตัว คงปิดตาของศิษย์นับล้านคนไม่ได้เช่นกัน

นายจตุพร กล่าวว่า กรณีของพระธัมมชโยไม่ได้มั่วหมองแบบถูกนารีพิฆาตพระ แต่การโหมประโคมข้อหาความผิดเกี่ยวกับเงินประชาชนไปทำบุญ รวมทั้งพยายามอธิบายว่า วัดเป็นกลไกของฝ่ายเสื้อแดง ดังนั้น ปัญหานี้จะลามไปถึงวัดปากน้ำในกรณีรถโบราณ โดยตนเชื่อว่า กรณีพระธัมมชโยจะลุกลามไปถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ นอกจากนี้จะพุ่งไปสู่มหาเถรสมาคม (มส.) จนทำให้พระชั้นสมเด็จต้องได้ผลกระทบกระเทือน

ดังนั้น คณะสงฆ์ทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกายควรคิดกันใหม่ เพราะการคิดแบบเดิมจะนำไปสู่ปัญหาของพุทธศาสนา ซึ่งหลายประเทศต้องล้มสลายลง ขอให้นำบทเรียนจากประเทศเหล่านั้นมาศึกษา และตนขอให้คณะสงฆ์มองไปสู่อนาคตว่า สิ่งที่ลามมาจากวัดธรรมกายแล้วจะลงไปสู่ปัญหาอื่นๆที่จะกระทบต่อพุทธศาสนาของไทย

นายจตุพร กล่าวว่า ความแตกแยกที่ฝ่ายหนึ่งพยายามจะทำให้เกิดขึ้น หากคณะสงฆ์เข้าใจแล้ว คงทำได้ยาก โดยมีสิ่งที่น่าสนใจคือ การไม่อุดหนุนงบประมาณจัดงานงานวันวิสาขบูชาตลอด 3 ปี ย่อมแสดงถึงปัญหาที่กำลังลามไปถึงพุทธศาสนาของไทยแล้ว

วันนี้ถ้าต้องการลุแกอำนาจ หักด้ามพร้าด้วยเข่า ทั้งที่มีแนวทางอื่นให้ทำได้แต่ไม่ทำ ซึ่งพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม แสดงออกให้ดีเอสไอถอยแล้ว เพราะหวั่นเกิดเหตุวุ่นวาย แต่กลับมีความพยายามประโคมโหมข่าว เพื่อจะเข้าไปจัดการ ส่วนคดี กปปส. มีอัตราโทษรุนแรงกว่ามาก อัยการและดีเอสไอกลับนิ่งเงียบไม่จัดการ

"ปัญหาวัดพระธรรมกายไม่มีความสลับซับซ้อน ไม่ได้เกิดการซ่องสุ่มกำลังประชาชน สานุศิษย์ มาปฏิบัติธรรมอย่างสงบ ถ่ายทอดออกทีวีของวัด ได้เห็นเหตุการณ์เป็นปกติ ผมจึงสื่อสารกรณีนี้เพื่อต้องการย้ำว่า อย่าทำให้เรื่องนี้กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เพราะต้องการเพียงความสะใจ เพื่อจะจัดการดาบเดียวให้สิ้นซาก แต่การพยายามอยากมีเรื่องกับความศรัทธาของคนเป็นล้านจึงหนักมาก โดยข้อหายังไม่ชี้ชัดว่า ผิดชัดเจน ยังมีขั้นตอนหลายศาลจะบ่งชี้ได้ ต้องสู้คดีกันอีกนับ 10 ปี" ขออย่ายึดหลักกฎหมายจนเสียสติกัน บ้านเมืองจะย่ำแย่"

ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ต้องการทำลายประชาธิปไตย และสัญญาจะปกป้องธุรกิจต่างชาติให้ดีที่สุด นายจตุพร กล่าวว่า ใครก็พูดได้ แต่เป็นเสียงออกจากปากหรือจากใจ และจริงหรือไม่จริงกันอย่างไร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้สะท้อนได้ชัดเจน

วันนี้ประเทศไทยไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แม้นายกรัฐมนตรีจะบอกว่า มีประชาธิปไตยถึงร้อยละ 99.99 ก็ตาม แต่ทางปฏิบัติแล้วไม่ใช่ เพราะความแตกต่างระหว่างรัฐบาลประชาธิปไตย กับไม่เป็นประชาธิปไตย คือ ประชาธิปไตยย้ายข้าราชการได้เพียงคนเดียวในระดับ ซี 11 แต่นายกรัฐมนตรีและฐานะหัวหน้า คสช. สั่งย้ายได้ทุกระดับ ดังนั้น จึงไม่ได้เป็นรัฐบาลจากประชาธิปไตย

ส่วนการทำประชามตินั้น ตนไม่วิตกกับผลที่จะออกมาเลย แม้กลไกฝ่ายบ้านเมืองแฝงไปทั่วพื้นที่ แต่พวกตนไม่หวั่นกับความได้เปรียบของฝ่ายกลไกรัฐเหล่านั้น ถ้ามีคนมาใช้สิทธิ์เกินร้อยละ 80 แล้ว พวกตนยังเชื่อมั่นกับผลจะออกมาด้านดีอยู่

นายจตุพร กล่าวว่า ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติมากถึง 50.8 ล้านคน เมื่อแยกตามภูมิภาคสามารถใช้สิทธิ์ตามดุลพินิจของแต่ละคนแล้ว ประชาชนจะได้ใช้โอกาสนี้เพื่อตัดสินว่า จะเอาการปกครองระบอบอะไร ดังนั้น พวกตนจึงชวนคนมาใช้สิทธิ์ และจะตั้งศูนย์ปราบโกงวันที่ 5 มิ.ย. นี้  แล้วจะกระจายทั่วประเทศให้ประชาชนมาแจ้งการโกงประชามติ เพื่อปะสานงานกับคะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในขั้นตอนถัดไป

"วันนี้เส้นทางประชาชนเดินมาถึง 2 ทาง แต่ไม่ใช่ความแตกแยกกัน แต่เป็นทางระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ โดยประชาชนจะต้องตัดสินใจเลือก ซึ่งทุกฝ่ายต้องยอมรับผลกาเลือกเช่นกัน ดังนั้น การโหมว่า ประชามติจะผ่านหรือไม่ก็มีเลือกตั้งปี 2560 แต่สิ่งต้องคิดใคร่ครวญคือ อนาคตของลูกหลานจะอยู่ในสังคมทนทุกข์อย่างไรหรือไม่"

นายจตุพร กล่าวว่า ขณะนี้เราต้องเผชิญกับปฏิบัติการข่าวสารหรือ ไอโอของทหาร ซึ่งต้องยอมรับถึงการโกหกได้หน้าตาเฉยเลย แต่เมื่อประชาชนยึดมั่นปลายทางเรื่องประชาธิปไตยแล้ว จึงต้องเลือกในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าได้ไปหลงกับพวกประชาธิปไตยปลอมและเผด็จการจริง ซึ่งจะทำให้แบกทุกข์สาหัสกับปัญหาเศรษฐกิจอีก