วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เสียงลมรำเพย




ไอ้ทิด สวดมนต์เสร็จแล้ว มาช่วยแม่ยกหม้อข้าวด้วย

ครับแม่


อากาศยามเช้าเย็นสบาย ควันหอมกรุ่น จากข้าวสวย ทำให้สายตาพร่า มองเห็นผักต้ม กับปลาย่าง ไม่ค่อยชัดนัก


มือน้อยๆ ของหลานสองคน ลูกพี่สาว แย่งเศษผ้ากันอยู่ข้างวง


อั้มมม.. ดูซิพี่แกมีลูกก็เอามาให้แม่เลี้ยง

อย่าแย่งกัน...!


แม่เมื่อวานเกี่ยวเสร็จแล้ว วันนี้ฉันกลับไปทำงานนะแม่


มือของแม่ที่กำลังป้อนข้าวหลาน หยุดชะงักเล็กน้อย

เป็นไงบ้างละ

แม่ถามดวงตาเหม่อลอย


ตำรวจใหม่ ก็ดีแม่ เท่ห์ดี สาวๆ ชอบเครื่องแบบ ..แม่


พูดให้ขำๆ แต่ ทั้งสองคน ไม่มีแววจะขบขัน แม้มีเสียงหัวเราะหึหึ ในลำคอก็ตาม

เอ็งจะไปทำทำไม ถ้ามันหนักนัก เอ็งก็กลับมาทำนากับแม่ก็ได้ ที่นาเยอะแยะ ไม่มีใครทำต่อ

เอาไว้พรุ่งนี้นะแม่ ค่อยคิด..





ไอ้น้อง แต่งตัวไวๆ เด็กใหม่ ต้องผูกผ้าอ้อมให้ไหมวะ เด็กใหม่ทำอะไรให้มันว่องไวหน่อย 

อย่ามัวแต่ติดผ้าอ้อม ขยับก้นให้มันไวๆ ไอ้พวกนี้....




นี่มันต้องฝึก อีกเยอะไหมเนี่ย เพื่อนตำรวจใหม่ด้วยกันบ่น

เอ็งชอบ ตอนไหน

ตอนฝึกยิงปืนดิ

ทำไม

ข้า นึกว่าเป้ายิง เป็นคนที่มันชอบด่า

ใครวะ

…. มีแต่รอยยิ้มน้อย..ตอบมา





มีเรื่องอะไร เหรอ โทรมาเวลานี้ หลานๆ มันนอนหมดแล้ว เดี๋ยวมันตื่นมาอีก

แม่ พรุ่งนี้จะไปวัดหรือเปล่า

ไปดิ คืนนี้เดินทาง คงถึงเช้า

แม่จะไปเหรอ

เอ้า เอ็งจะถามทำไม ก็เคยไปด้วยกันบ่อยๆ

แม่ไปรอบนี้สักกี่วัน

ไม่รู้เหมือนกัน อยู่นี่ก็ไม่ได้ทำอะไร เกี่ยวเสร็จแล้ว ก็ว่างๆ ไปสวดมนต์ อยู่กับหลวงพ่อดีกว่า


แม่ไม่ไปไม่ได้เหรอ

เอ็งจะทำไม มีอะไรเหรอ


อืมม.. แม่ไปก็ระวังตัวด้วยนะ สถานการณ์มันไม่ค่อยดี

ไม่ดีอย่างไงวะ ไอ้ทิด


ไปสวดมนต์ สวดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ของปู่เอ็งแล้ว มันจะไม่ดีตรงไหน

แม่.. ฝากดูแลหลวงพ่อด้วยละกันครับ

เออ..






ยืนตรงๆ ให้เข้มแข็ง อย่าอ่อนปวกเปียก ..​เสียงหัวหน้า ดังอยู่หน้าแถว


เฮ้ยไอ้อ่อน..

อะไรวะ

มันบ้าอะไรกันวะนี่ ให้แหกขี้ตามายืนแถวเฝ้ารั้ววัดเนี่ย

เออว่ะ กูก็ไม่รู้




สายตามองดูไฟทางที่ฉายอยู่ยอดเสา ลมนิ่งๆ เสียงยุงหึ่งๆ จนน่ารำคาญ

นอนก็ไม่ได้นอน เรียกรวมตัวห้าทุ่ม เดินทางกลางดึกด้วยความงุนงง ว่าจะไปจัดการกับใคร ระดมตำรวจเป็นพัน


นี่ก็ยืนแถวมาสามชั่วโมงแล้วยังไม่สว่างเลย

หนีทำนา เพราะว่ายืนเกี่ยวข้าวทั้งวัน หลังขดหลังแข็ง

จับกุ้ง หอย ปู ปลา มากินหัวคันนา

ก็ยังดีกว่า ให้มาจับพระ ทำไมไม่รู้จักบาปกรรมกัน


นี่ป่านนี้แม่กับหลาน คงอยู่ข้างในนี่แหละ

เฮ้ออ

คิดๆ ดู นี่อิสรภาพในการคิดแยกผิดชอบชั่วดี ของเราไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้เลยนี่นา อุตส่าห์บวชเรียน ผิดก็รู้ ชอบก็เห็น แต่อยู่ใต้คำสั่งแบบนี้



สั่งให้ไปทำลาย ทำร้าย แบบนี้

เฮ้ออ. คิดแล้วแย่นะ กลับไปทำนา เป็นนายตัวเองดีกว่าไหม



เอาไว้พรุ่งนี้ละกัน...


วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผลของสื่อที่ทำหน้าที่สุนัขรับใช้

วันนี้ได้อ่านบทความของคนไทยที่ไปใช้ชีวิตที่เยอรมันแต่ยังติดตามข่าวสารเมืองไทย มีความรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์เยอรมันอย่างดี ห่วงใยบ้านเมืองไทย วิเคราะห์เปรียบเทียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต กับปัจจุบันได้อย่างน่าคิด ลองอ่านดู


 01010101010101010101010101010101010101010110


ยิ่งกว่า ธรรมกาย ล้างสมอง !!!!!! มันคือใครกัน ?????

โคนันติดตามข่าววัดใหญ่แถวปทุมมาตั้งแต่เริ่มต้น ยิ่งนานวันก็ยิ่งสนใจเคสนี้มากขึ้นเรื่อยๆจึงเริ่มศึกษาทั้งเรื่องราวเชิงลึก และ เชิงกฏหมาย

ข่าววัดนี้กินพื้นที่สื่อทุกแขนงทั้งในโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และโลกโซเชียลมานานหลายเดือนและมีทีท่าว่าจะครองพื้นที่ในสังคมสื่อได้อีกยาวนาน จากการที่ได้ศึกษาเคสนี้มาตั้งแต่ต้นจึงทำให้โคนันคิดถึงประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีประเทศเยอรมนีเป็นแกนนำ ลองมาดูอีกมุมมองของประวัติศาสตร์โลกกัน




คำว่า “ฮิตเลอร์” แทบจะเป็นคำต้องห้ามในประเทศเยอรมนี หากคุณด่าใครด้วยคำนี้ คุณอาจจะโดนชก หรือถึงขั้นถูกฟ้องร้องเลยทีเดียว เพราะอะไร ทำไมคำๆนี้ถึงมีอิทธิพลต่อจิตใจชาวเยอรมันอย่างมหาศาล

หลังจากที่ศึกษาประวัติศาสตร์เยอรมันอย่างลึกซึ้งจึงถึงบางอ้อ จะมีชาวโลกประเทศอื่นๆสักกี่คนที่รู้ว่า จริงๆแล้วประชาชนชาวเยอรมันไม่ใช่คนโหดร้าย หรือโหดเหี้ยม สิ่งที่ทำให้พวกเขา ช็อค!!!!!!! หลังจากที่สงครามจบลง คือการที่ทหารอเมริกันมาเปิดโปง การสังหารหมู่ของฮิตเลอร์สู่สายตาชาวโลก และแน่นอน สายตาชาวเยอรมันไปพร้อมๆกัน นั้นหมายความว่า ชาวเยอรมันส่วนใหญ่ ก็เพิ่งได้รับรู้ถึงความสยองนี้พร้อมๆกับชาวโลกอื่นๆ แล้วอะไรละที่ปิดตาพวกเขา ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่าระหว่างสงคราม มีการสังหารหมู่เกิดขึ้นจากผู้นำของตัวเอง ถ้าไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า “สื่อ”



ในสมัยนั้นสื่อเยอรมันทุกแขนงอยู่ใต้อำนาจมืด ขออภัย เรียกว่าอำนาจรัฐจะดีกว่า (หรือที่เรียกในภาษาเยอรมันว่า Pressezensur) หน้าที่ของสื่อในสมัยนั้นมิใช่การรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคม แต่เป็นการกุมบังเหียนความคิดและความเชื่อของประชาชนหมู่มากในประเทศ จูงจมูกคนให้เชื่อในสิ่งที่สื่อเขียนและประโคมข่าว ซึ่งแน่นอน ในสมัยนั้นไม่มีการลงข่าวเกี่ยวกับการสังหารหมู่ ชาวเยอรมันส่วนใหญ่จึงถูกปิดหูปิดตา และไม่รู้เลยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในประเทศตัวเอง

เคสนี้เมื่อเกือบ 80 ปีที่แล้ว ทำให้นึกถึง สื่อในประเทศไทยทุกวันนี้ ว่าไฉนจึงได้รับอิธิพลการทำหน้าที่สื่อเฉกเช่นสมัยฮิตเลอร์ โคนันเดินทางมาพิสูจน์หลายๆอย่างที่วัดใหญ่แถวปทุม ก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อเห็นคนมาวัดนี้เยอะมากจริงๆ คำนวนคร่าวๆน่าจะเรือนหมื่น ในขณะที่ สื่อบางฉบับเพิ่งออกข่าวว่า วัดเงียบเหงาแล้วถ่ายรูปถนนหน้าวัดว่างๆไปลงข่าว หรือจะเป็นข่าวจากสำนักข่าวดัง ออกข่าวว่า จีวรเปื้อนเลือด พยายามสร้างภาพว่าพระจะใช้ความรุนแรง พอมาดูกับตา ก็เห็นพระมานั่งสวดมนต์ ทักทายโยมอย่างยิ้มแย้ม 


ที่น่าเสียดายมากที่สุดคือ เหตุการณ์นี้ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ฮิตเลอร์ ตรงที่ มีคนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่ถูกสื่อจูงจมูกและเชื่อข่าวโดยที่ไม่คิดจะมาดูด้วยตาตัวเอง ด่าและแอนตี้วัดนี้อย่างรุนแรง เคยอ่านเจอในโซเชียลบ่อยครั้งว่า ธรรมกายล้างสมอง ณ วันนี้บอกได้เลยว่า คงไม่ใช่ธรรมกายแล้วละ ที่ล้างสมองและปิดหูปิดตาคนส่วนใหญ่ สิ่งที่โคนันไม่อยากเห็นคือ คนส่วนใหญ่เสียใจในภายหลังเพราะเชื่อโดยไม่ได้มาพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง

ประเทศไทย 2016 = เยอรมนี 1939




โคนัน เยอรมนี

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ปากท้องหรือคุณธรรม

เราเพิ่งผ่านมหกรรมกีฬาสีมาไม่นาน ที่แข่งตั้งนานสองนาน 
แต่ยามหน้าสนามเป็นผู้ชนะครองถ้วย . เฮ้..

ก็ดีเหมือนกัน

ตอนนี้บ้านเมือง..ก็กำลังจะปิดตัวเอง ใช่ไหม 

1 มค. ปีใหม่ 60 นี้ นสพ.บ้านเมืองประกาศปิด

ก็ปิดไป ไอ้ที่เหลืออยู่ ก็คงกำลังตามๆ กันไป ในสภาวะไม่มีโฆษณาอย่างนี้

ตอนนี้ก็ได้อาศัยข่าววัดพอหาทานไปได้ ... เฮ้ออ

ก็ถือว่าวัดช่วยก็แล้วกันนะ  
แม้จะเอาอะไรมาป้ายวัด จนเลอะเทอะ ตามล้างกันไม่ไหวอย่างนี้ ก็ไม่เป็นไรหรอก ทนได้ ขอให้พ่อแม่พี่น้องพวกคุณสื่อทั้งหลาย ไม่อดตาย พอเอาบาปไปแลกข้าวมาทานประทังชีวิตไปพลางๆ ก็แล้วกัน

วันนี้ไปเห็นวีดีโอในยูทูป ขึ้นต้นเรื่องว่า 
"อย่าตัดสินคนด้วยภาพถ่ายเพียงใบเดียว"




ภาพที่เห็น ทหารคนหนึ่งยิงคนที่ถูกมัดมือไปข้างหลังที่ศีรษะ 

คุณรู้ไหมว่า ภาพนี้ทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง... 
คุณเห็นแล้ว คุณรู้สึกเลยใช่ไหม.. 
คุณคิดเลยว่า ใครผิดเลย
ผิดแน่ๆ
ใช่แน่
เลวมากกก

คุณตัดสินทันทีเลยใช่ไหม ว่าใครถูกใครผิด 
คุณตัดสินได้อย่างไง ในเมื่อคุณไม่มีข้อมูลอะไรเลย

คำอธิบายใต้ภาพนี้ คือ February 1, 1968. South Vietnam police chief Nguyen Ngoc Loan shots a young man, whom he suspects to be a Viet Kong soldier.
เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1968 .ที่เวียดนามใต้ นายตำรวจชื่อNguyen Ngoc Loan (เหงียน ง๊อค โลน) ยิงที่ศีรษะชายที่จับได้ว่าเป็นทหารเวียดกง

เรื่องราวอย่างย่อคือ

Associated Press Photographer Eddie Adams took this famous picture February 1, 1968 at the same instant that Brig. Gen. Nguyen Ngoc Loan, South Vietnamese national police chief, executed a Viet Cong officer with a single shot.

But photographs like these turned the public against the Vietnam War when they were first shown. Many people were so outraged they started a great Peace Movement. There were huge street demonstrations by American men and women of all ages. But young people have been protesting the loudest. Students held massive demonstrations against the draft. Men as young as nineteen were drafted, or forced into the army. Some protestors got killed.


นักข่าวสงครามชื่อ เอ็ดดี้ อดัมส์ ได้รับรางวัล( พลูลิสเซอร์) จากภาพนี้ 
1 กพ. 1968 นายตำรวจชื่อเหงียนง๊อกโลน หัวหน้าตำรวจแห่งชาติเวียดนามใต้ วิสามัญเจ้าหน้าที่เวียดกง ด้วยกระสุนนัดเดียว

แต่ภาพนี้กลับทำให้ฝูงชน(ชาวอเมริกัน) ต่อต้านสงครามเวียดนาม เกิดการเคลื่อนไหว ของคนทุกเพศทุกวัย ไปตามถนน เกิดการประท้วง การสมัครไปเป็นทหารไปออกรบ และบ้างก็ถูกฆ่าในขณะประท้วง

........

เบื้องหลังของเรื่องราวจริง(ตามที่วีดีโอเล่า)ก็คือ 

เวียดกงคนนี้ นำกำลังทหารเวียดกงใช้รถถัง บุกเข้าไปสถานที่ราชการ ที่มีทั้งข้าราชการ และ ครอบครัวของเจ้าหน้าที่อยู่ รวมทั้งของนายตำรวจท่านนี้ด้วย

ทหารเวียดกงได้ ฆ่าทุกคนที่พบ ร่วมครึ่งร้อย ทั้งผู้ใหญ่ เด็ก คนแก่ ชาย หญิง รวมทั้งครอบครัวของนายตำรวจนี้ มีทั้งภรรยาและลูกเล็กๆ รวมถึงแม่ของเค้าโดยการเชือดคอ

ทหารเวียดนามใต้ ต่อสู้และสามารถจับตัวผู้นำได้ ขณะที่ทำการจับได้นั้น ด้วยความแค้นนายตำรวจท่านนี้ก็ทำตามภาพที่เกิดขึ้น

....

เมื่อภาพนี้ออกไป คนถ่ายรูปนี้ ชื่อเอ็ดดี้ อดัมส์ได้รางวัลพลูลิเซอร์  ภาพนี้ทำให้หนุ่มสาวชาวอเมริกันออกมาประท้วงมากมาย ในที่สุดก็เกิดการส่งทหารอเมริกันมาตายที่เวียดนามนับล้านคน

แม้สงครามจะเลิกไปแล้ว นายตำรวจเหงียน ท่านนี้ ได้ลี้ภัยไปอเมริกา มีครอบครัวใหม่ เปิดร้านพิชชาเล็กๆ แต่เมื่อคนจำเค้าได้ โดยไม่สนใจเรื่องราวก็ขับไล่เค้าออกไป ในที่สุดก็ต้องระเหเร่ร่อน ไปจนวาระสุดท้าย

นายตำรวจฆ่าเวียดกง แต่ ช่างภาพฆ่านายตำรวจ

.......

เป็นอย่างที่คิดไหม
......

หัวหน้าเวียดกงฆ่าครอบครัวนายตำรวจและคนอื่นๆ อย่างโหดเหี้ยม เพราะปัญหาการปกครอง 
นายตำรวจฆ่าหัวหน้าเวียดกงด้วยกระสุนตามหน้าที่ บวกความแค้น 
ผู้สื่อข่าวฆ่านายตำรวจ ด้วยภาพเพื่อปากท้องและชื่อเสียงของตัว



ภาพที่ตอนนี้วัดพระธรรมกายกำลังโดนก็ไม่รู้ว่า วัดจะเล่นเป็นนายตำรวจ หรือ เป็นเวียดกง 
เพราะตั้งแต่ต้นมา วัดไม่ได้ขยับทำอะไรเลย มีแต่เป็นฝ่ายถูกกระทำ 
ถ้าให้เทียบก็คงเป็นว่า ทั้งเวียดนามกับเวียดกง หันมายิงใส่พระวัดพระธรรมกายนั่นแหละ 

โดยมีนักข่าวทั้งหลายคอยจับภาพตอนที่กำลังยิง ให้ชาวบ้านมองเห็นในมุมที่  
วัดนี้สมควรถูกยิงทิ้ง  และถ้ามีตำรวจทหารบาดเจ็บ แมวข่วน เดินสะดุดหัวคว่ำไป เลือดออก ก็คงเพราะวัดนี้มีพลังอะไรสักอย่าง  วัดก็ต้องผิดอีก สมควรถูกยิงทิ้งอีก

เพราะสำนักข่าวก็ต้องอาศัยข่าววัดขายพอประทังชีวิต ครอบครัวนักข่าวไปก่อนพลางๆในช่วงนี้ อันนี้เข้าใจได้ คือเอาครอบครัวตัวเองมาเป็นตัวประกัน ให้วัดเมตตามีเรื่องไปพลางๆ ก่อน

วัดที่สร้างมา 47 ปี แต่สัปดาห์เดียว ลุงตำรวจคนหนึ่งบังคับให้ทุกกรมกองของประเทศนี้มาตั้งข้อหาให้วัดได้ถึง 158 คดี  น่าติดต่อลงกินเนสส์บุคเลคคอร์ดมากเลย คนอะไรช่างเป็นที่รักเสียจริง

มันไม่มีอะไรยืนยงคงอยู่นานนักหรอกนะ เกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมสลาย คดีความเหล่านี้ก็เช่นกัน มาแบบพิเศษรวดเร็วดั่งสายฟ้า ตั้งอยู่ชั่วคราวแล้วก็ เลิกแล้วกันไป 

แต่สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ คือความบอบช้ำของพระพุทธศาสนา ความศรัทธาของประชาชน ความรัก ความเอื้อเฟื้อต่อกันระหว่างภาครัฐและประชาชน 




ภาพที่นักข่าวที่ขาดคุณธรรม ก็ช่วยกันสร้างให้วัดเป็นไปอย่างที่นักข่าวต้องการ ในโลกโซเชียล ก็เกิดภาพตามที่นักข่าวที่ขาดคุณธรรมเหล่านั้น 

แล้วก็ขยายผลโดย พวกเกรียนไซเบลอ ทั้งหลาย วันๆ ไม่ทำอะไร นอกจากหาใครมาเป็นเหยื่อด่า ขยายผล ออกไป

วัดก็ยิ่งดูแปดเปื้อนมากยิ่งขึ้น เหมือนตกลงไปในถังสีย้อมผ้า

ภาพวัดจึงทั้งมืดทั้งดำ ด้วยประการฉะนี้

ดังนั้น ก่อนที่ทุกท่านจะตัดสินใจวัด จากภาพเหล่านี้ ขอท่านผู้มีการศึกษาทั้งหลาย ได้โปรดหยุดคิดสักนิดว่า มันมีความจริงอย่างไรใต้ภาพเหล่านี้ด้วย




วัดปกติก็ช่วยเหลือประชาชน ราชการ โรงเรียน ในเวลาที่มีปัญหาใหญ่ๆ แต่ถึงคราววัดมีปัญหาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนราชการกลับไม่ยืนหยัดบนความถูกต้อง

ก็น่าเห็นใจภาคส่วนงานที่เคยพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ทำก็โดนบีบจากผู้มีอำนาจโดยมีตำแหน่งหน้าที่เป็นเดิมพัน ทำก็ฝืนมโนธรรม  ถ้าท่านทั้งหลายรู้สึกอย่างนี้ ก็ให้เลือกทำตามมโนธรรมเถิด เพราะจะได้ไม่ต้องตามด่าว่าตัวเองไปตลอดชีวิต

ถ้ามาผิดช่อง ถึงต้องออกจากราชการ ถึงเอาไปติดคุกตาราง ก็ให้มันรู้ไปว่าคนที่ยืนบนความถูกต้องในโลกนี้ยังมีอยู่ 
อยู่ก็ให้อยู่อย่างวีรบุรุษ แม้ตายก็ตายเยี่ยงวีรบุรุษ เถิด
แต่ให้เป็นวีรบุรุษกองทัพธรรม ที่ยืนบนความเที่ยงตรง ไม่ใช่ยืนบนความโกรธ เกลียด กลัว หรือโง่เขลา 



ดูอย่างพ่อเฒ่าแม่เฒ่า ที่ท่านมาสวดมนต์ที่วัด แม้อยู่เหนือใต้ออกตกแค่ไหน พอรู้ว่าวัดที่ท่านได้เคยอาศัยสร้างบารมีนี้ ถูกกลั่นแกล้ง ลำบากอย่างไร ก็มากันล้นวัด 

ท่านทั้งหลายที่มีหน้าที่ตำแหน่ง ขอจงได้โปรดหยุดคิด พิจารณาให้ดี
พระ เณร พ่อเฒ่าแม่เฒ่าเลือกคุณธรรมแทนปากท้อง  
สื่อเลือกปากท้องแทนคุณธรรม
พวกท่านจะเลือกอะไร
ขอพลังความดี จงสถิตย์ในใจ ของท่านทั้งหลาย

แล้วตัดสินใจให้ถูกต้องตามมโนธรรมในใจ

วิ. 17 ธันวา 59


แหล่งที่มาของเรื่อง https://youtu.be/7d-bJtRTW3Q




วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559

จดหมายเปิดผนึกถึงนายก จาก ศศินภา นิติธรรมปพน



จดหมายเปิดผนึก ถึงนายกรัฐมนตรี 
และรองฯ (รักษาการ รมว.ยุติธรรม)                   

            การเป็นผู้ถือกฎหมาย แล้วไม่อำนวยความยุติธรรม แล้วบอกให้ผู้อื่นต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม   ถือว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่      การออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ของนายกรัฐมนตรี และ รองนายกรัฐมนตรี (รักษาการ รมว.ยุติธรรม) เรียกร้องให้ หลวงพ่อธัมมชโย ออกมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ออกมาต่อสู้ตามกฎหมาย  ท่านนายกฯ และท่านรองฯ ผู้รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ  หรือท่านเรียนกฎหมายมานาน จนความรู้คืนอาจารย์ไปแล้ว   

ใครบอกว่า หลวงพ่อธัมมชโย ใครบอกว่า วัดพระธรรมกาย  ไม่ทำตามกฎหมาย   ทุกวันนี้ วัดพระธรรมกาย ก็เดินตามข้อกฎหมายทุกอย่าง ใช่ค่ะ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย  แต่คนถือกฎหมาย ที่ถือช่องว่างทางกฎหมาย หาทางทำให้คู่ขัดแย้ง หมดหนทางต่อสู้เหมือนปิดประตูตีแมว  แต่นี่คือการ ปิดประตูตีพระ มันบาปนะท่าน     คิดว่าระดับปรมาจารย์ทางกฎหมาย อย่างท่านรองฯวิษณุ เครืองาม (รักษาการ รมว.ยุติธรรม) คงไม่ต้องให้บอกว่า คนรักษากฎหมาย อย่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ข้ามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างไร จนมาถึงวันที่ออกหมายเรียกคนป่วย (พระเรียกว่า อาพาธ)

              การแจ้งให้รับทราบข้อกล่าวหา การเรียกมาสอบสวน 
คนไม่ป่วย อย่างดีเอสไอ ก็เดินไปแจ้งหลวงพ่อที่วัดได้นี่คะ ไม่เห็นจำเป็นต้องออกหมายจับ ให้เป็นประเด็น ให้เอามาพูดได้ว่า หลวงพ่อธัมมชโยไม่ทำตามกฎหมาย พูดซะจนพระ กลายป็นผู้ร้าย เป็นอาชญากรทางสังคมไปเลย       หลักการเจรจาไกล่เกลี่ย ศูนย์สันติวิธี ศูนย์ระงับข้อพิพาท เรามีไว้ทำอะไรหรือคะท่าน หากคนถือกฎหมาย จงใจกระทำให้เกิดข้อขัดแย้งเสียเอง.   ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยก็วังเวงนะคะ   ขอจบจดหมายน้อยไว้เพียงเท่านี้   


กราบเรียนมา ด้วยความเคารพรักอย่างสูงยิ่งค่ะ
                 

      ศศินภา  นิติธรรมปพน 
กรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการ
ปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา 
สภาปฏิรูปแห่งชาติ     

    ( สภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ไม่มีผู้สืบต่อตำแหน่ง จึงไม่จำเป็นต้องใส่คำว่า “อดีต“ ไว้หน้าตำแหน่งหากไม่เข้าใจ ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ)                           


         ๑๔ ธันวาคม  ๒๕๕๙๙
วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย
ในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร 
รัชกาล ที่ ๑๐ ราชวงศ์จักรี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ฯ

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

คำขอร้องจากพระเมียน์มาร์ ถึงรัฐบาลไทย


คำแปลคำปราศรัยจาก Facebook ของพระวีระธู

   อาตมาขอแสดงคารวะต่อคณะสงฆ์ไทยเจริญพรประชาชนชาวไทยและรัฐบาลประเทศไทย 

อาตมาคือพระวีระธู จากวัดมะโซเย็ง เมียนม่าร์สหภาพเมียนม่าร์ 
  
      ขอเจริญพรสาธุชนทุกท่าน อาตมาเป็นลูกของพระพุทธเจ้าคนหนึ่งในจิตใจของอาตมามีแต่ความเมตตากรุณาและมีธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในหัวใจอย่างเต็มเปี่ยมไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสรรพสัตว์ทั้งหลายหากประสบความทุกข์ร้อน เมื่ออาตมาได้ทราบก็มิอาจอยู่นิ่งเฉยได้
     วันนี้อาตมาได้รับทราบข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวของวัดพระธรรมกายซึ่งอาตมา ได้เฝ้าติดตามมาโดยตลอดและได้ทราบจากข่าว ว่าทางราชการของประเทศไทยจะบุกเข้าไปจับตัวหลวงพ่อธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกายหลังจากความพยายามครั้งที่แล้วไม่สำเร็จ โดยในครั้งนี้ได้มีการเพิ่มสรรพกำลังและความพยายามที่จะมาจับตัวหลวงพ่อให้ได้ ทั้งยังพยายามขัดขวางมิให้สาธุชนที่มีความเป็นห่วงเป็นใยในตัวหลวงพ่อได้เดินทางมาวัดโดยสะดวก มีการสนธิกำลังทั้งตำรวจทหารและสุนัขตำรวจเข้ามาจัดการ 
    อาตมามีความเห็นว่าเรื่องของสงฆ์ควรให้คณะสงฆ์ด้วยกันเป็นผู้ดำเนินการมากกว่า ให้พระเถระผู้ใหญ่เข้ามาดูแลดีกว่าที่จะให้ทางฆราวาส ตำรวจหรือทหารเข้ามาจัดการ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ไม่ว่าในประเทศไทยเองหรือในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั่วโลกยอมรับได้
    อาตมา ปรารถนาที่จะให้ท่านที่มีอำนาจรับผิดชอบเรื่องนี้ได้พิจารณาอย่างเที่ยงธรรม หากเป็นเช่นนั้น อาตมา คณะสงฆ์เมียนม่าร์และประชาชนชาวเมียนม่าร์ก็จะขออนุโมทนาสาธุการเป็นอย่างยิ่ง
   สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้อาตมา รู้สึกสงสัยอยู่ว่ามีใครบงการอยู่เบื้องหลังหรือไม่ 
    เรื่องนี้ใคร่ขอให้ ทางฝ่ายรัฐบาลและผู้ที่เป็นผู้บริหารในสถาบันหลักของประเทศไทยอย่าได้ปล่อยปละละเลยจนทำให้ศาสนาพุทธสูญสลายไปจากแผ่นดินไทย
    ตัวอาตมาเองและคณะสงฆ์เมียนม่าร์ก็ได้ทำหน้าที่ปกป้องรักษาพระพุทธศาสนามาด้วยความสงบ ภายใต้กฎหมายเพื่อให้เกิดความสงบร่มเย็นแก่ทุกคน อาตมาเองก็ยึดมั่นเช่นนั้น
    สำหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทยพร้อมใจกันมาปกป้องพระพุทธศาสนาและวัดพระธรรมกาย ก็ขอให้ทุกท่านทำหน้าที่อย่างเต็มที่
     ทั้งนี้อาตมาใคร่ขอเจริญพรมาถึงท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไว้เป็นข้อคิดว่าจะทำสิ่งใดประการใดก็ขอให้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพราะอำนาจนั้นมิใช่สิ่งยั่งยืนเปรียบเสมือนการโยนก้อนหินลงไปในน้ำ บังเกิดวงคลื่นเพียงครู่เดียวก็สลายไป แต่การกระทำของเราหากเกิดความผิดพลาดมัวหมองมันก็จะติดตัวเราไปตลอดชีวิต
     เพราะฉะนั้นทางที่ดีขออย่าให้บังเกิดความมัวหมองนี้เลย ขอจงช่วยกันปกป้องรักษาพระพุทธศาสนาให้
มั่นคงยั่งยืนต่อไป 
     อาตมาขอฝากท่านนายกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไว้เพียงแค่นี้. 
      ขอเจริญพร

สรุปปฐมบท

วันนี้อ่านบทความที่เค้าเขียนๆ กันในเฟดบุค เจอคนนี้เขียน หรือ เอามาจากไหนก็ไม่ทราบ แต่ว่าอ่านแล้วรู้สึกกระจ่าง เปรียบเทียบได้ดี ไม่อยากให้หายไปกับกาลเวลา นำมาเก็บไว้

ความว่า
...............................


Echo Zane นี่คือสิ่งที่
จะเอาหลวงพ่อและวัด.
..ผิดให้ได้ !! ใช่หรือไม่..

กรณีที่ 1 - ธนาคารแห่งหนึ่ง
เปิดตัวด้วยสมาชิก 5,000 คน
ใช้เวลา 4 ปี ทำการตลาดหาสมาชิกเพิ่ม
เปิดได้ 130 สาขา แต่หลังจากนั้นพบว่า
ขาดทุนไป 100 กว่าสาขา
มีเพียง 28 สาขาที่ไม่ขาดทุน

ปี 2558 ขาดทุนสะสม 2 หมื่นล้านบาท
ปี 2559 มีหนี้เสีย 4.7 หมื่นล้านบาท
คิดเป็น 43.7 % หรือเกือบครึ่งของสินเชื่อทั้งหมด

รัฐบาลสั่งให้กระทรวงการคลัง
ตั้งบริษัทรับโอนหนี้เสียทั้งหมด
เกือบ 5 หมื่นล้านบาท มาบริหารจัดการเอง
และมอบกองทุนช่วยเหลือเกือบ 3 พันล้านบาท
โดยมีกระทรวงการคลังกำกับดูแล 100 %

กรณีที่ 2 - สหกรณ์แห่งหนึ่ง
มีฐานสมาชิกที่มั่นคง 53,000 คน
เปิดมานานกว่า 33 ปี
มีทุนดำเนินการ 21,000 ล้านบาท
แต่การบริหารจัดการมีปัญหาภายใน
ทำให้เกิดขาดสภาพคล่อง

ต้องการวงเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล
ประมาณ 12,000 ล้านบาท
จะช่วยให้กิจการฟื้นฟู
1. สหกรณ์รอดพ้นปัญหาขาดสภาพคล่อง
2. ประชาชนหายร้อนใจ ทำธุรกรรมได้ตามปกติ
3. สหกรณ์ทั่วประเทศที่ให้ยืมเงินมา
รอดพ้นจากความเสี่ยงหนี้สูญ ล้มละลาย

แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด
สหกรณ์แห่งนี้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ
จากรัฐบาลแม้แต่บาทเดียว ทั้งที่มีความเสี่ยงน้อยกว่ามาก

เหตุใดวิธีการช่วยเหลือสถาบันการเงิน 2 แห่งนี้
ของรัฐบาลจึงมีความแตกต่างกันเหลือเกิน

กรณีแรกทำไมถึงลงทุนอุ้มหนี้เสีย
แต่กรณีที่สองทำไมถึงช่วยเหลือช้า
แถมยังปล่อยให้ดีเอสไอมาโยนความผิด
ให้วัดพระธรรมกายเป็นผู้ทำความเสียหายแก่สหกรณ์อีกด้วย

ทั้งที่จริงแล้ว วัดพระธรรมกายต่างหาก
ที่กำลังแบกภาระอุ้มสหกรณ์แทนรัฐบาลอยู่ในขณะนี้
แถมยังถูกดีเอสไอตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจรอีกด้วย

จากทั้งสองกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้สงสัยว่า
1. อะไรคือหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือ
สถาบันการเงินที่กำลังเดือดร้อนของรัฐบาล

2. อะไรคือหลักเกณฑ์การใช้กฎหมายกับประชาชน
ที่ไม่ใช่ผู้กระทำความผิด แต่ต้องมาแบกรับปัญหาแทนรัฐบาล

3. อะไรคือหลักเกณฑ์การติดตามเงินของเจ้าหน้าที่รัฐ
ทำไมถึงทิ้งเงิน 90 % ของสหกรณ์ ที่ยังไม่ได้คืน
แต่มาติดตามเงินเพียง 10 % ที่เจ้าทุกข์ถอนฟ้องไปแล้ว

4. วัดพระธรรมกายอยู่ในฐานะผู้รับบริจาคอย่างเปิดเผย
ไม่รู้ที่มาของเงิน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารสหกรณ์
เหตุใดจึงมาโยนความผิดทั้งหมดให้วัดพระธรรมกาย

5. อีก 3 ปี คดีสหกรณ์ก็จะหมดอายุความแล้ว
เหตุใดเจ้าหน้าที่รัฐไม่เร่งติดตามเงินที่เหลืออีก 90 %
เหตุใดรัฐบาลไม่รีบช่วยเหลือฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์
เหตุใดไม่ห่วงใยสถานการณ์หนี้สูญเป็นโดมิโน่
ของสหกรณ์ทั่วประเทศ (ซึ่งวงเงินไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท)

6. วัดพระธรรมกายต้องแบกรับปัญหาสหกรณ์
แทนรัฐบาลและดีเอสไอ แต่เพียงผู้เดียวไปอีกนานแค่ไหน
ทั้งที่ความเสียหายของสหกรณ์นั้น
ไม่ได้เกิดจากวัดพระธรรมกายแม้แต่นิดเดียว


ที่มา..https://www.facebook.com/nationweekend/posts/10154638782320211?comment_id=10154640534050211&comment_tracking=%7B%22tn%22%3A%22R9%22%7D

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทนใจ



บทความนี้อาจจะแทนใจใครหลายคน. 

เห็นส่งกันในไลน์ ขอมาเก็บไว้เชิดชูส่วนตัว แต่ให้ทุกคนอ่านได้


คุณศศินภา นิติธรรมปพน
กรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ
เขียนบทความในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน. ๒๕๕๙

ซึ่งทุกสถานี สำนักข่าวเสนอแต่ข่าวจะมาจับพระ จะบุกทะลวงศิษย์วัดพระธรรมกาย


บรรยากาศที่ตึงเครียด ไม่สบายใจ
ในยามที่ประเทศต้องการความสงบ

เพราะอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ และ เปลี่ยนแผ่นดิน ...

แต่ภาครัฐกลับโหมกำลัง พุ่งเข้าใส่กลุ่มคนผู้รักสงบ เอาคดีความที่มันเป็นไปไม่ได้ มายัดให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ซึ่งท่านก็อาพาธ

รู้ว่าท่านไปรับไม่ได้แน่ และรู้ว่าศิษย์ท่านทุกคนมีเป็นแสนเป็นล้าน จักไม่ยอม

อย่างไง ก็ต้องวุ่นวายแน่นอน ...

เพราะ อย่างไงก็ต้องวุ่นวายแน่นอนนี่หรือเปล่าจึงทำให้มีอารมณ์มา

หรือว่า หวังให้มันวุ่นวาย ..
แต่เพื่ออะไร .. คนวัดคิดไม่ออกหรอก


เจ้าเล่ห์ไม่พอ



อย่าท้ารบ กับนักรบ

จากทุ่งลาดหญ้า


อ่านข่าวจากพาดหน้า 1 หนังสือพิมพ์

ที่ตำรวจจะออกหมายจับ หลวงพ่อทัตตชีโว รักษาการเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกายแล้ว รู้สึกไม่สบายใจ สาเหตุที่ไม่สบายใจเพราะ เกิดความห่วงใยในสวัสดิภาพของพี่น้องตำรวจ ไม่มีใครทำอันตรายท่านหรอกนะ แต่ห่วง สวัสดิภาพทางใจของท่านที่จะสูญเสียไป เพราะ มากดดัน มาบีบบังคับ ให้ พระราชภาวนาจารย์ หรือหลวงพ่อ เผด็จ ทตฺตชีโว ส่งมอบตัว พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธมฺมชโย)


หาไม่แล้วทางตำรวจจะออกหมายจับหลวงพ่อทัตตชีโวอีกรูปหนึ่ง นับเป็นข่าวที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง ที่ว่าน่าตื่นเต้นก็เพราะ “วันชนะศึก“ ใกล้เข้ามาแล้ว

หลายคนยังไม่รู้ว่า บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อเกือบ ๖๐ ปีที่แล้ว ท่านเก่งกาจขนาดไหน








เดรัจฉานวิชา ท่านผ่านมาหมดแล้ว จับน้ำมันเดือดๆในกระทะ ไม่เป็นอะไร เสกหนังควายเข้าท้องคน(ก็ทำได้หากจะทำ) เป็นนักชกมวยนักต่อสู้ทุกรูปแบบ แต่นั่นมันอดีต


หลวงพ่อพอมาอยู่ในร่มกาสาวพัตร์ท่านก็ละทิ้งมนต์ดำเเหล่านั้นหมดแล้ว คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง จับท่านใส่ตะกร้าล้างน้ำ จนมาเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว


แต่ตอนนี้ ใครกันบังอาจมาแหย่เสือหลับ ตัวพระเดชพระคุณหลวงพ่อน่ะ ท่านละแล้ว วางแล้ว แม้ท่านจะเป็นเชื้อสายจากนักรบแห่งทุ่งลาดหญ้า ในสงครามเก้าทัพ เป็นแม่กองดาบทะลวงฟัน เพื่อ พระพุทธศาสนาก็ตาม ท่านก็ไม่ทำร้ายใครแล้ว







แต่ลูกศิษย์ของท่านก็ไม่แน่นะ เพราะเมื่อรังแกกันหนักๆเข้า ทุกคนมีขีดจำกัดความอดทน ลูกศิษย์หลวงพ่อ เป็นนักรบแห่งกองทัพธรรม เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันเกือบทุกคน ทั้งอุบาสกและอุบาสิกา


ผู้เขียนเคยได้ยินแต่ “เปลี่ยนสนามรบ ให้เป็นสนามการค้า“ แต่นโยบาย “เปลี่ยนวัด เปลี่ยนสถานที่ปฏิบัติธรรม ให้เป็นสนามรบ“ ก็ในยุค คสช.นี่แหละ!!


สงครามเก้าทัพ วันชนะศึก ทุ่งลาดหญ้า “ขุนรัตนาวุธ แม่กองดาบทะลวงฟัน ยังมีจิตใจที่เข้มแข็ง และเด็ดเดี่ยว ห่วงใยประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง จึงถึงกับใช้ข้อมือซ้ายเอามาจุ่มเลือดจากข้อมือขวาที่ขาด เขียนตัวหนังสือบนผ้าปูเตียงว่า “จงรักษาลาดหญ้าไว้ด้วยเลือดและชีวิต“


มาบัดนี้ ข้าแต่เทพเทวาที่สถิตย์ปกปักษ์รักษามหาธรรมกายเจดีย์ เจดีย์รัตนที่สถิตย์ของพระพุทธเจ้านับล้านพระองค์


ปวงข้าฯขอปฏิญาณ จะปกป้องมิให้มันผู้ใด มาทำอันตรายต่อ พระพุทธศาสนาได้แต่น้อย แม้จะต้องแลกด้วยเลือดและชีวิตก็ตาม


ศศินภา นิติธรรมปพน


กรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ

๓๐ พฤศจิกายน. ๒๕๕๙

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

จดหมายจากหิ่งห้อย

ถึงมะนาว

หิ่งห้อยแม้ให้ความสว่างเพียงเท่าปลายเข็ม แต่ท่ามกลางใจอันมืด แม้แสงเพียงน้อยนิดอาจจะทำความสว่างที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นได้

ในฐานะที่เคยอยู่สำนักเดียวกัน แม้มันจะยาวนานมากแล้ว  และนายก็หนีออกจากสำนักไป แสวงหาเส้นทางชีวิตส่วนตัว แบบไม่เอาหมู่คณะ

ทีแรกเราก็นึกว่า คนมีความรู้ ขนาดนี้ ก็คงเป็นที่ต้องการของใครต่อใคร คงจะไปเจริญงอกงาม เป็นกำลังของพระศาสนาต่อไป

อยู่สำนักใหญ่ไม่ได้ แต่ถ้ามีอุดมการณ์ ที่จะทำโลกให้งดงาม  คนเดียวก็ทำไปได้

แต่เราก็เฝ้าดูชีวิตนายห่างๆ  นายก็หันหลังให้กับศาสนา  กลับตั้งใจทำลายอาจารย์  มีเหตุผลสวยหรู ดุจเดียวกับอัศวินที่จะทำลายล้างบ้านเมืองคนอื่น  ข้ออ้างเพื่อชำระพระศาสนาให้สะอาด

ฟังเผินๆก็ดี  แต่ดูการกระทำกลับเป็นการ อาฆาตแค้น ทำสิ่งที่เรียกว่าเนรคุณต่อเนื่องหลายปี

ความแค้นเผาใจจนไม่สามารถครองเพศบรรพชิตต่อไป  สึกหาลาเพศไปครองเรือน  ก็ไม่สำนึก ยังทำตัวเป็นเครื่องมือ ทำลายล้างครู ล้างสำนัก  ทำลายพระศาสนาด้วยบทความ การพูด หนังสือที่ทำให้เกิดความสับสนอย่างใหญ่หลวง  ยุยง ยุแหย่ ฯลฯ

หยุดเถอะ  มะนาว

หยุดก่อนที่กรรมจะสนอง
หยุดก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะออกจากร่าง

หลวงพ่อก็ไม่แข็งแรง
นายทำอะไรไว้ก็รู้แก่ใจ

ตอนนี้มากราบขอขมาท่านซะ  กรรมหนักจะได้เบาลงบ้าง
อย่าจองเวรจองกรรมกันเลย  ร่วมสร้างความดีไปกันดีกว่า

สังสารวัฏที่ยาวไกล  จะได้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน

คิดซะบ้างนะ มะนาว

วิ. 10/11/59

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ชายสองคนกับหนึ่งพิคโกโร่



กาลครั้งหนึ่งนานมากกกแล้ว 

ณ แดนดินสยามเมืองยิ้ม 
ที่ยังมีรอยยิ้มอยู่

มีเรือเดินทะเลมาเทียบท่า 
ขึ้นของลงของจากทั่วสารทิศ

มีชายสองคน 

คนหนึ่งมาจากทางแดนดินเทือกเขาแอลป์
คนหนึ่งมาจากแผ่นดินแห่งทะเลทราย 

มาถึงเมืองที่มีคนมีรอยยิ้ม ให้รู้สึกว่าบาดหูบาดตา 
ทำไมบ้านเมืองนี้ ช่างแปลกประหลาด ทุกคนมีแต่รอยยิ้ม 

ที่บ้านของเรา ใครอยู่ๆ ยิ้มนี่ถือว่า ต้องมีปัญหา 
ทุกคนต้องหน้านิ่ง 
ริมฝีปากเป็นเส้นตรง 
จะยิ้มต่อเมื่อมีเรื่องให้ยิ้ม 
ยิ้มพร่ำเพรื่อถือว่าผิดปกติ


ด้วยความรู้สึกรังเกียจการเห็นคนยิ้มใส่ 
หมายเอาว่า ยิ้มเยาะ 
จึงตกลงกันว่า เราจะต้องเอาสิ่งที่ทำให้ 
คนทางบ้านเมืองของเรา ปราศจากรอยยิ้ม 
คือความกลัวต่ออำนาจลึกลับ 
ความเชื่อสิ่งที่เราต่อต้านไม่ได้
นสิ่งที่พวกเราเรียกว่า"พิคโกโร่"
มาปล่อยไว้แถวนี้ ให้คนที่นี่หมดยิ้มให้จงได้ 
เป็นการขยายอาณาเขตของเราด้วย 


ดังนั้น ก็ตกลงกันสองคนว่า 
ช่วงที่จะมีงานเทศกาลใหญ่ๆ
 ที่เกี่ยวกับความเชื่อของคนที่นี่ 
ให้หาเรื่องให้เสื่อมความนับถือ 
ในตัวบุคคล 
ในพิธีกรรม 
ในทุกเรื่อง

สองคนนี้ เดิมที ก็ไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่ 
ทะเลาะกันมานมนาม เพราะบ้านไม่ไกลกันเท่าไหร่
แต่ถือคติว่า ศัตรู ของ ศัตรู ก็คือ มิตรร่วมรบ

ดังนั้น ตอนที่มากันใหม่ๆ ยังไม่เข้มแข็ง
ก็ตกลงที่ต้องทำลายของเก่าก่อนละกัน 
เพื่อจะหยั่งเท้า ยืนให้มั่นคง

ผ่านไปจนกระทั่ง 
กาลไม่นานนี้ 
เริ่มแข็งแรงในดินแดนนี้ 

ณ ที่นี่ ก็ค่อยๆ หมดยิ้ม ไปทุกที 
ลูกหลานของ คนสองคนก็มาอยู่กันอย่างมั่นคง


"พิคโกโร่" ก็เริ่มเป็นสิ่งที่เข้าไปทดแทน 
ความรู้เดิม ของเรื่องชีวิต โลก จักรวาล

ถ้าคนในความเชื่อเดิม บอกว่า 
การเวียนว่ายตายเกิด ไม่มี 
รับรองได้เลยว่า จะถูกตีตาย 
ขับไล่ออกไปจากความเชื่อเดิม

แต่กับสิ่งที่ชายสองคนนั้น บอกว่า 
การเวียนตายเกิดไม่มี 
ตายแล้วก็นั่งรออย่างนั้น 
จนกว่า "พิคโกโร่จะมีอารมณ์มาตัดสิน" 
กับความคิด ความเชื่อ และคำพูดแบบนี้
พวกนักคิดของ ความเชื่อเดิม กลับเฉยๆ

เมื่อเฉยๆ 
ก็ถูกตีว่า มีคนยอมรับ ไม่ปฏิเสธ
รุ่นต่อไป ก็มีการห้ามเรียนในโรงเรียน
ให้ไปพูดคุยกันลับหลัง ที่ไหนสักที่

ถ้าพูดในโรงเรียน ก็สู้ความรู้เดิมไม่ได้
เพราะเต็มไปด้วย เหตุ และ ผล

แต่ถ้าห้ามพูดทั้งหมด ก็พอสู้ได้ 
เดี๋ยวขยายไปทาง 
ความอยาก 
อำนาจ 
อารมณ์ 
เงินตรา

เด็กรุ่นต่อไป ก็คงพอจะทำให้
การยิ้มนี้หมดไปอย่างถาวรได้

เพราะรู้เหตุว่า ยิ้มของคนเมืองนี้
ที่ไม่ต้องมีเรื่องก็มีรอยยิ้ม
เพราะยิ้มมาจากใจ 
เพราะใจถูกความเชื่อเดิมฝึกมาจน ใจอ่อนโยน
เพราะอ่อนโยนจนเห็น ทุกคนบนโลก ร่วมทุกข์อยู่ด้วยกัน
เพราะเห็นถึงความทุกข์ จึงมีรอยยิ้มให้กำลังใจกัน

ดังนั้น " พิคโกโร่" จึงต้องทำอะไรบางอย่าง 
เพราะ "พิคโกโร่ "
เท่านั้นที่ให้กำลังใจ บางคน
เท่านั้นที่พิจารณาให้ใครบางคนทุกข์
เท่านั้นที่จะเลือกให้อยู่ต่อไป
เท่านั้นที่จะได้รับความสุข 
เท่านั้นที่จะรับรอยยิ้ม 



นี่แหละ เหตุของเรื่องราวที่เอารอยยิ้มของพวกเราไป

แล้วจะทำอย่างไร ถึงจะรักษารอยยิ้มไว้บนลูกหลานเรา 
ณ ดินแดนแห่งนี้ได้

หยุด คิดสักนิด ว่าตอนนี้เรากำลังเป็นเครื่องมือ
ให้กับชายสองคน กับ หนึ่ง"พิคโกโร่" ของเค้าไหม

หยุด คิดสักหน่อยว่า พวกเดียวกันเองทำไมไม่รักกัน 
ไม่แบ่งปันกัน ไม่เกื้อกูลกัน ทะเลาะกัน เกลียดกัน ว่าร้าย 
ป้ายสี  

ลุกขึ้นมา บอกเค้าว่า ความเชื่อแบบไหน ที่ไม่มีเหตุ ไม่มีผล 
เต็มไปด้วยความรู้สึก และอารมณ์ที่ไม่คงที่ของสิ่งที่ไม่มีตัวตน
ความเชื่อแบบนี้ที่ปรับเปลี่ยนไปได้ตามเวลา

ไม่ใช่สัจธรรมที่คงอยู่  
บอกเค้าไปว่า คุณควรหันมาศึกษาความเชื่อดั้งเดิมของเรานะ
คุณควรมีใจเมตตาต่อสัตว์โลกนะ
คุณมาอยู่บ้านนี้เมืองนี้ คุณน่าจะเรียนรู้ของดีเมืองนี้ไปนะ
เอาไปบอกคนที่บ้านคุณ 
เปลี่ยนการมอบความตายให้กัน 
เป็นมอบดอกไม้ให้กัน


แล้วก็หยุด กิจกรรม ใส่ร้าย ป้ายสี  เอาความไม่ดีเที่ยวใส่ให้

อยากมาอยู่ด้วยกัน ก็มาหัดยิ้มด้วยกัน 

จะดีกว่าไหม.
ขอบคุณภาพจาก 
http://fb.upyim.com/26844/
http://universityshare.blogspot.com/2016/02/04thaimonks.html






วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

ตัวละครลาโรง หรือจะ ลงโลง




สุภาษิตจีนว่า "งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิก"  ไม่ว่าจะรักกันขนาดไหน ก็ต้องลาจากกันไป

แต่ถ้าเป็นละครการแสดง  ก็ต้องมาถึงจุดจบของเรื่องราว ตัวละครก็จะค่อยๆ ลาโรง ไป ฝากไว้แต่ความรู้สึก ดีเลว ชอบไม่ชอบ ทิ้งไว้ในใจคนดูกัน

ละครสยามตอนนี้ มีตัวละครหลายตัวเริ่ม ลาโรง  จะไปลงโลง หรือไม่นั้น ยังไม่รู้เหมือนกัน


ศาลไคฟงก่อนหน้าที่ท่าน "เปาบุ้นจิ้น" จะมาทำงาน ศาลนี้จะเป็นใครเป็นเจ้าของศาล ไม่มีใครทราบ แต่ที่แน่ๆ ก่อนหน้านั้น  ความวุ่นวายมันก็ออกมาจากศาลนี่แหละ 

ตัวละครแบ่งเป็นสองพวก   
พวกแรก เดินเฉี่ยวศาลไคฟงนี้ ก็ผิดแล้ว เดินก็ผิด นั่งก็ผิด นอนยิ่งผิด  ทำอะไรผิดหมด ไม่ผิด ก็ผิด ผิดน้อย ก็เป็นผิดมาก  เด็ก ผู้ใหญ่ ผิดหมด   

ผิดเพราะ อยู่ฝั่ง ผิด



อีกฝั่ง เรียกว่า ฝั่งถูก
ถูกหมด ยึดสถานที่ราชการ ถูก
ปิดถนน ถูก
ทำร้ายคนเล่น ข้อหา ขยับกรวยอสรพิษ   ถูก
รีดไถ เงินเป็นแสน  ถูก

มิใช่ถูกเพราะการกระทำ  แต่ถูก เพราะอยู่ฝั่งถูก

หัวหน้าศาลไคฟง คนก่อนท่านเปา  ก็ตัดสินไปตามใบสั่งนี้  

เดินเข้ามา ถ้าโพกผ้าเหลืองมา เป็นสัญลักษณ์   ถูกเลย
เดินเข้ามา ถ้าโพกผ้าแดงมา เป็นสัญลักษณ์   ผิดเลย




ละครโรงนี้ ก็เลยยุ่งเหยิง วุ่นวายไปทุกระบบ
ส่วนว่า ศาลไคฟง จะมีใครสั่งมา อันนี้ก็ไม่ทราบได้เหมือนกัน มีไหม มีหรือไม่มี หรือว่าทราบก็บอกไม่ได้ อะไรทำนองนี้แหละ

มาวันนี้ แม้ว่า พวกฝั่งผิด จะติดคุกติดตะราง หนีหัวซุกหัวซุน 
แม้ชื่อว่าผิด 
แต่ก็เงยหน้าไม่อายฟ้า 
ก้มหน้าไม่อายดิน 
เดินไปไหนมีแต่คนรัก ศรัทธา 
ในการกระทำเพื่อส่วนรวม



ส่วน ฝั่งถูก ถึงวันนี้ 21 กันยายน 2559   
นโยบายเริ่มเปลี่ยน  
ปรับมาใช้ เป็น "เสร็จนาฆ่าโคถึก  เสร็จศึกฆ่าขุนพล"  
แปลเป็นจีนว่า "นกสิ้นเกาทัณฑ์ซ่อน " 

ก็เลยเห็น ท่านเปาบุ้นจิ้น มาประจำศาล คำสั่งชุดก็ออกมา 
แป๊ะลิ้ม ที่เคยแอบกินตะกั่วหลวงไปสี่ร้อยเม็ด ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ามีคนเอามาให้เอง ข้อหาฟังไม่ขึ้น จึงสั่งให้จำคุกลืม ยาว นาน ก่อนเข้าคุก ก็ฝากถุงเท้าไปใส่ให้อุ่นด้วย

น้องลุงกำนัน เจ้าของที่ดินนับล้านไร่ เคยผงาดเหนือฟ้า เหนือดิน เพราะทำอะไร ก็ถูกเสมอ กินก๋วยเตี๋ยว ใส่น้ำส้ม บอกว่าหวาน ยังมีคนโชโยโห่ร้อง บอกตามๆ กันว่า น้ำส้มหวาน  ท่านเปาก็ส่งเข้าห้องขัง ไปจองจำสามปีข้อหาจับ นางสาวไปกินสามคน เรียกสั้นๆว่าคดี นส.สาม ก 

สื่อราหู สีดำสนิท กินแต่ของดำ  ดำมาทางใต้ดิน ถึงใต้โต๊ะ กลายมาเป็นควายธนู ทุยนิวส์ ก็จอมืดดำ เจ๊งไปตามระบบ เพราะน้ำท่วมบ่อย ของดำเลยติดโคลนมาไม่ได้

แม้ ตัวประหลาดอ้อน้อย ที่เคยชี้นกเป็นไม้ ชี้ควายเป็นกระบือ เลื่องลือไปทั่วทั้งยึดศูนย์ราชการ ปิดถนน ตั้งศาลเจ้าพ่อกรวยมันกลางถนน ใครเดินผ่าน ไม่สักการะ มีอันเป็นไปทันที ตอนนั้นเดินไปทางไหน ลิ่วล้อก็ แวดล้อมสรรเสริญ เห่าร้องตะโกน ด้วยความชื่นชม เลียกันสุดๆ

ณ ตอนนี้ แค่เพียงเดินผ่านหน้าบ้าน ห้างร้านใคร ก็ต้องเอาน้ำสบู่ล้างตาม เพื่อปัดเสนียดจัญไรที่ติดตามพื้น 

ยังออกมา พูดด้วยหน้าตาชวนเบิร์ดกระโหลกว่า 

" ทุกอย่างก็เป็นไปตามกรรม  ทักกี้  แป๊ะลิ้ม  หรือแม้แต่ตัวอั้วเอง" 

ไม่รู้ว่า ปลงสังเวช หรือว่า เห็นคำสั่งเช็คบิล เลยออกมาทำเป็นขงเบ้งดูดาว ประกาศลงโลง 

ก็ยังมีตัวละคร อีกสองสามตัว 

ไพเบี้ย  ที่มีคดีกบฏปักหลัง 
หายทั้งตัว และหัว ไปสักพัก  
ชักอยู่ไม่ติด 
เพราะรับงานมาแล้ว งานไม่คืบหน้า 
วันนี้ถึงกับกล้าออกจากแหล่งกบดาน 
มาท้าตีท้าต่อยหลวงพ่อใหญ่ 
ไม่กลัวตำรวจลับจะมาจับหรือไร

หรือไม่อยากเป็นเป้าล่ออยู่กลางถนน อยากให้ตำรวจจับใจจะขาด  แต่เตือนไว้หน่อย ตำรวจกะลาแลนด์จับได้ 
จจะขาดอากาศ จริงๆเลยล่ะ 
อาจจะได้เห็น ตายเพราะเทปใส แปะรอบคอ แปะไว้ที่ข้างฝา 

มีก็แต่ มะนาว ที่ระวังตัว แม้จะติดความเนรคุณ อยู่ในสันดาน 
แต่ก็เก่งกล้า ไม่ไปเหยียบกับระเบิดทำให้มีคดีความใด  
แต่ได้ข่าวแว่วๆ เหมือนกันว่า 
ไปรับอะไรมาจากต่างความเชื่อ 
มาทำร้ายอดีตอาจารย์ตนเอง  
ฝั่งที่เค้าทำความวุ่นวายเดินเท้าไปรอบอีสาน ขณะนี้  
เค้าก็ตามทวงหนี้เหมือนกัน 
ไม่ทราบจริงเท็จ  
ถ้าจริงก็คง ต้องรีบลาโรง โดยด่วน 
เดี๋ยวโรงจะโดนระเบิดมิใช่น้อยไปด้วย  
จะพากัน เข้าโลงกันหมดคณะ

แถมตัวละครประกอบฝ่าย "ไหน" ยอดเยี่ยมยกพวกออกมา อีก  
เล่นของสูง เหมือนกับจะตั้งราชวงค์กันเลยทีเดียว  
ทั้งออกงาน แห่แหน  ยกย่อง เทียบชั้นดิวิชั่นหนึ่ง 
อันนี้ ก็ตัวใครตัวมัน 
แม้เป็นแค่ตัวประกอบ แต่ก็โดนประกบไปเรียบร้อย

อย่าว่าแต่ ตัวละครใหม่ๆ เลย
แม้ตัวละครเก่าเก๋าเกมส์ อย่างสตรีผู้ถือหอกทั้งหลาย ของเจ้าคุณเบอร์ลิน ตอนนี้ก็ได้ข่าวว่า อยากจะลาโรงเต็มแก่ ติดที่ไม่มีระบบยื่นใบลา กลับมาตัดผมรองทรง ฝึกทหารลดอายุไปหกสิบปี อย่างกะสาวยี่สิบห้า ก็ระวังดีๆนะ ซ้าย ขวา หมุนไปมาจะหันหน้าไปปรโลกก่อน



ตอนนี้ ฝุ่นยังตลบอบอวล  ก็คอยดูกันแล้วกันว่า ใครจะ ลาโรง ลงโลง หรือ ขึ้นรา กันก่อนกัน...

ผู้เขียน แค่สังเกตการณ์  จากภูแสนไกล ที่ได้แต่ดูตัวจัญไรไล่กัดคนดี

หายใจลึกๆ เข้าไว้ แล้วกัน

ละครโรงนี้ คงยังต้องมีต่อไป เพราะยังเหลืออีกหลายตัว
วิ. 21 กย 59

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

"มหาโนเนม พ่อทุกสถาบัน"


กลับมาทบทวน ตัวเราเองว่า เรากำลัง
งมงาย
งมน้ำ
งมโข่ง
หรือไม่..​  ?

ความศรัทธา ต่อพระพุทธศาสนา
ต่อพระพุทธเจ้า
ต่อพระธรรมคำสั่งสอน

ต่อวัดพระธรรมกาย
ต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อ
ต่อพระสงฆ์

ยังดีอยู่ไหม..?

เคยอ่านในพระไตรปิฎก
เรื่องเหาะเหินเดินอากาศ  เรื่องฤทธิ์  อภิญญา
เรื่องนรก สวรรค์
มากมายเกินกว่าที่จะบอกว่า บังเอิญ เปรียบเทียบ

บทที่พระพุทธเจ้า ตรัสสอนบ่อยที่สุด ก็เป็นบทที่ว่าด้วย
อนุปุพพิกถา  ทาน  ศีล สวรรค์ โทษของกาม อานิสงส์การออกบวช

ตัวเราก็เชื่อมาตลอดว่า
ตายไปแล้วไม่สูญ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ยังไม่สูญสลาย
ตายไป เอาบุญ เอาบาป ติดไป
เกิดใหม่แม้จำไม่ได้ ก็ยังมีกรรมเก่าติดไปส่งผล



เราก็เชื่อว่าตัวเรานี้ มีกาย กับ ใจ  
ใจ กับ กาย
เมื่อกายนี้ ทิ้งไว้ในโลก แล้ว
ใจก็ล่องลอยไปเกิด เอากรรมดี กรรมชั่วติดไป

เชื่อว่าการสร้างบารมีคือการสั่งสมกรรมดี
สั่งสมบุญกุศล
ข้ามภพ ข้ามชาติ
จนบารมีทั้งสามสิบทัศเต็มเปี่ยม

ระหว่างนั้น การตั้งความปรารถนาจะเป็นอะไรก็ตั้งกันไว้ในใจ
มีความอยากเป็นพระพุทธเจ้า ก็เรียกว่าเป็นพระโพธิสัตว์
อยากเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
อยากเป็นเพียง อสีติมหาสาวก
อยากเป็นพระอรหันต์สาวก

แล้วก็สั่งสมบ่มบารมีไปเป็นสิ่งที่ตั้งใจไว้


ก็เชื่ออย่างนี้มาตลอด
ส่วนว่าจะเรียกตัวเราว่า เถรวาท มหานิกาย ธรรมยุติ มหายาน
เราจะเชื่อแบบไหน มันจะเกี่ยวกับการเรียกขานไหม

จะเรียกว่า เถรวาท หรือ มหายาน
จะเรียกว่า มหานิกาย หรือ ธรรมยุติ

มันก็แล้วแต่ เราจะไปบวช เราจะไปเข้าวัดที่ไหน
วัดที่สังกัดอยู่กับส่วนกลาง สังกัดอยู่กับใคร

อยู่ๆ เอาเรื่องความเชื่อ กับเรื่องสังกัด มาทำให้เป็นเรื่องเดียวกัน
เป็นเรื่องที่ให้คน ปวดหัว
เพื่อจะได้เอามาทำลายทำร้ายกัน




เหมือนการเป็นนักเรียนอาชีวะ แค่ใส่หัวเข็มขัดคนละสถาบัน
ก็จะยุให้ตีกัน
ทะเลาะกัน แบบไร้เหตุผล

จบออกมา ก็ต้องไปทำงานด้วยกัน สร้างบ้านสร้างโรงงาน
มันใช้ช่างเดียว ทำไม่ได้ มันต้องรวมเอาทุกช่างไปทำ

แล้วจะทะเลาะกันทำไม

ชาวพุทธยิ่งกว่านั้น เจอกันตลอดสังสารวัฏ อีกยาวนาน
จะทะเลาะกันเพื่อ ?

เห็นพระภิกษุครองผ้ากาสาวพัสตร์  จบปธ ๙  ออกมายกตนข่มท่าน
เขียนหนังสือเพื่อเป้าหมายชำระพระศาสนาให้สะอาด

แต่แค่แย้มๆ ออกมา ก็ว่าร้าย ใส่สี ตีไข่
การมาของข้อมูล ก็แค่ได้ยินได้ฟัง

หยุด ม้าที่ริมผา เถอะ จะสร้างกรรม ก่อเวรกันไปเพื่อ..?

ต่างคนก็ต่างสั่งสมบ่มบารมีไป
การทำลายล้าง หักหาญว่าร้าย ไม่ใช่การสร้างบารมี

การยกเรื่องที่อยู่ไกลสุดขอบจักรวาล มานั่งทะเลาะกันว่ามันเป็นอะไร ที่ๆ เราจะไปกัน

มันเป็นแค่ที่ว่างเปล่า ต้องว่างเปล่าเท่านั้น ถึงจะถึง
หรือ ว่างเฉพาะกิเลส จากใจ แล้วใจเราก็ไปถึง
เหลือใจที่สะอาดสุดๆ

เหลือ ไม่ เหลือ  ช่างมันประไร

ขอให้ไปถึงเถอะ

เหมือนมานั่งเถียงกันว่า มนุษย์ต่างดาวหน้าตาอย่างไง ชอบกินอะไร
เอาไว้เจอตัวแล้วจะมาบอกละกัน



อย่างไร เราก็ต้องร่วมมือกันสร้างสังคมนี้ให้มีความสะอาดบริสุทธิ์ไปด้วยกัน
อย่าทำตัวอย่างเด็กต่างสถานบัน มาตีกันเป็นเด็กๆ อยู่

มาช่วยกันเถอะท่าน

ไม่อยากไปนั่งลบสีที่ พ่นไว้ตามกำแพงว่า
"มหาโนเนม พ่อทุกสถาบัน"


วิ. 19 กย 59

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559

จดหมายปิดผนึก ถึงมหาโนเนม..




พุทธศาสนาในประเทศไทย มาถึงคำว่า ใครเป็นเถรวาท กันแล้ว

เพราะว่า รัฐธรรนูญ อยู่ๆ ก็กำหนดว่า จะสนับสนุนพุทธเฉพาะสายเถรวาท

ซึ่งทำให้ เกิดกระแสจากนิกาย และ ศาสนิกในศาสนาอื่นๆ เริ่มต้นแสดงพลังไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เห็นได้ชัดที่ สามจังหวัดภาคใต้ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทั้งจังหวัด 

ส่งผลให้ นายกต้องใช้ ม.44 กำหนดข้อความเพิ่มเข้าไปว่า ยังดูแล ศาสนาอื่นๆ เหมือนเดิม เรื่องราวจึงสงบ



แต่เมื่อคลื่นลมก่อตัวแล้ว ก็ชัดเจนขึ้น ว่าเรื่องนี้ตั้งแต่สร้างชาติมา ไม่เห็นต้องมีกำหนดกฏเกณฑ์ ว่าใครเป็นเถรวาท เพราะ คณะสงฆ์ไทย ไม่ว่าจะเป็นนิกายไหน มหานิกาย หรือ ธรรมยุติ ก็เป็นเถรวาททั้งหมด

บวชแบบไหน ออกมาก็เป็นเถรวาททั้งสิ้น  

แล้วอย่างไง 

วันนี้ก็ชัดเจนขึ้นมาอีกระดับว่า  อ๋อ ก็เพราะต้องการที่จะประเคนข้อหา ไม่ใช่เถรวาท มาให้วัดใหญ่แถวปทุม จะได้จัดการต่อไปถึง วัดแถวภาษีเจริญ พร้อมกันไปได้

ดั่งอยู่ๆ ก็มี พระมหาโนเนม จากวัดไม่เคยแพ้พ่าย  ก็ออกมาตบตี เผาพระสงฆ์พวกเดียวกันเอง ในเวลาที่ต้องการความสามัคคี เพื่อสู้กับระบบ และ ความวุ่นวายที่เดินเท้าไปทั่วหลายๆ ภาคของประเทศ

หรือว่า รับงานมา
หรือว่า รู้หนึ่งไม่ถึงสิบ
หรือว่า  เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

เสียดาย ความรู้ความสามารถ เป็นถึง นาคหลวง แต่ลุกขึ้นมาทำเรื่องไม่เข้าเรื่อง ในช่วงเวลาที่ไม่เข้าท่า  

ถามว่า การเขียนเรื่องงี่เง่าของท่านนั้น มันจะทำให้เกิดอะไรดีกับพุทธศาสนาในประเทศนี้บ้าง

การโจมตี วัดปากน้ำ วัดพระธรรมกาย ด้วยข้อความเลิศหรู ปลุกกระแสปลาตายน้ำตื้น ในเวลาที่เกิดความระส่ำระสาย ไปทั้งวงการพุทธ 

หรือ ว่าท่านมืดบอดขนาดมองไม่เห็นสถานการณ์ ที่เกิดขณะนี้ 

ถามจริง... โง่หรือบ้า

หรือว่า เห็นว่า วัดพระธรรมกายกำลังเพลี่ยงพล้ำ กำลังมีปัญหากับภาครัฐ เลยต้องออกมากระทืบซ้ำ ทำหน้าที่ให้สมชายชาตรี ลูกวัดไม่เคยแพ้ 

ก็ไม่ได้อยากออกมาก่อกวนให้น้ำขุ่นมากขึ้น แต่ อยากออกมาเตือนสติท่านสักนิด ว่า




ความรู้ที่ท่านมี ท่านควรเอาไปใช้พัฒนาจิตใจของท่าน ปรับปรุงให้ดี ถ้าทำได้ดี จะได้เป็นผู้นำในการธำรงพระศาสนาต่อไป

อย่าใช้วิธี เหยียบซากศพเพื่อทำให้ตัวเองเด่นขึ้นไป

ข้อเขียนของท่าน นั้น เดี๋ยวก็คงมี ฝ่ายวิชาการ ออกมาแก้ข้อความไปทีละข้อ ทีละวรรค เพื่อปรับสัมมาทิฐิให้ท่าน กลับเข้าลู่เข้าทาง

แต่เห็นท่านอุตสาห์ตั้งใจเรียนจนจบ ไม่อยากจะให้เสียพระ เสียดายบุคลากร ของพระศาสนา 

การด่าว่ากล่าว กันเอง ไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้น แต่มีแต่จะแย่หนักไป



ถ้าสงสัย อะไร ก็เข้าไปพูดคุยกับทางวัดเค้าเลย บอกเค้าเลยว่า เค้าทำอะไรที่ทำให้ท่านคิดแบบนั้น ไม่ต้องให้เค้ามาอธิบายผ่านสื่อสารมวลชน  

ถ้าหวังดีกับพระศาสนา ก็ไปคุยกัน 
ถ้าจะทำให้ ฉิบหายไปกว่าเดิม  ด้วยวิธีที่ท่านคิดว่าดี ก็ขอให้ละเลิกเสียเถอะ 

วิธีที่กำลังทำอยู่นี้ มันเป็นการทำลายพระศาสนา  มากกว่าที่พวกที่เปิดหน้ามาเป็นศัตรูของพุทธทำ

หยุดเถอะมหา..

วิ. 15 กันยา 59

เขียนเรื่องนี้หลังจากอ่าน บทไม่ได้ความ ของพระมหาโนเนมนี้
กดดู  O

สดๆร้อนๆ  อ.สมภาร พรหมทา บรรยายเชิงปรัชญา เรื่องนิพพาน เป็นอัตตา อนัตตา ใครจะเพิ่มความรู้ ก็ลองฟังดูนะ ดีมากๆ  ควรฟัง



20160909 อนัตตา กรรม นิพพาน (สมภาร พรมทา)
https://youtu.be/TA9qWiagMBI

20160912 อนัตตา กรรม นิพพาน (ตอนที่สอง)
https://youtu.be/D0VjdlSLd1g



วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ก็ไปกันหมดแหละ ... นะ


คืนนี้ ก่อนนอน ได้อ่านข้อความที่เค้าเขียนๆกันมา มี กรธ.ท่านนี้เขียนถึง พล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ เขียนในฐานะที่ได้ร่วมงานมาระยะหนึ่ง ก็คงมีความผูกพันกัน


ที่เอามาลงไว้ ณ ตรงนี้ ก็เพราะอ่านแล้วคิดได้ถึงเรื่อง 
รัฐธรรมนูญที่จะเป็นจะตายกันทั้งบ้านเมือง  

อันดับแรกเลย คนร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไม่อยู่ใช้ก็มีแล้ว  
จะดีร้ายอย่างไร ก็ทิ้งไว้บนโลกนี้

อันดับที่สองที่คิดได้ก็คือ ความตายไม่มีนิมิตหมาย 
ไม่ต้องป่วยยาวนาน 
บางท่านเช้าเห็นบ่ายหายหน้า  
บางท่านสายมาค่ำเปลี่ยนภพ 
บางท่านป่วยหลายปี แต่ที่ดีๆ กลับไปก่อนกันหมด


ดังนั้น ศึกษาเรื่องราวความจริงของชีวิตไว้เถิด 
โลกหน้ามีจริง หรือไม่ เดี๋ยวก็คงทราบ 
โลกหน้าทำอะไรกันบ้าง เดี๋ยวก็คงรู้
ถ้าตั้งใจศึกษา ก็ต้องหาผู้รู้ 


ที่ทำยิ่งใหญ่ ก็อย่าลืมไปว่า 
ไม่ใหญ่ไปกว่าบ้านหลังสุดท้าย


อ่านที่ท่านนี้เขียนถึง พล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ แล้วก็ต้องขอชมว่า ท่านเตรียมตัว สู้กับมรณภัย เป็นอย่างดี 

นี่เป็นบทความที่ส่งต่อๆกันมา ลองอ่านดู







ลาจาก จากเป็น ก่อนจากตาย...

แม้จะทราบล่วงหน้าแล้ว แต่เมื่อทราบว่า “พี่นิวัติ” หรือ พล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญถึงแก่กรรมแล้ว ก็ยังอดใจหายและเสียใจมิได้

11 เดือนก่อน วันแรกที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) มาประชุมกัน ท่านแนะนำตัวสั้นๆว่า เพิ่งเกษียณมาจากตำแหน่งเจ้ากรมพระธรรมนูญ 

หลังได้รู้จักกันไม่นาน ท่านก็ทำให้ผมประหลาดใจได้ในหลายๆเรื่อง

ท่านเป็นกรธ.คนเดียวที่เป็นทั้งกรธ.และเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) แต่ท่านแทบไม่เคยขาดประชุมกรธ.เลย

ท่านเป็นนายพลเอกที่สมถะมาก มาประชุมที่สภาโดยใช้บริการรถสาธารณะเป็นประจำแทบทุกวัน 

บ่อยครั้งที่เลิกประชุมแล้ว เราสองคนจะอาศัยติดรถ อาจารย์ฐิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย ไปลงสถานีรถไฟฟ้าพญาไทแล้วไปแยกกันบนสถานีรถไฟฟ้านั้นแห่งนั้น

ภาพที่ผมจำติดตาอยู่เสมอคือ หลังประชุมเสร็จ หรือไม่ก็ขึ้นรถด้วยกันแล้ว ท่านจะควักเอาถุงอ่อนๆอีกใบออกมาจากกระเป๋าธรรมดาๆที่หิ้วอยู่เป็นประจำ ก่อนจะพับสูทใส่ถุงใบนั้น เพื่อที่จะได้สะดวกเวลาขึ้นรถสาธารณะ

ช่วงที่กรธ.ทำงานแล้วมีแรงเสียดทานมากๆ ผมเคยอ่านข้อเขียนของมิตรสหายบางคน เขียนต่อว่าเสียดสีว่า พวกทหารชั้นนายพลสุขสบาย กรธ.เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ผมได้แต่รำพึงในใจว่า มันไม่ใช่อย่างนั้นไปเสียทั้งหมดหรอก

ผมได้เรียนรู้จากพี่นิวัติอย่างหนึ่งว่า เราอย่าตัดสินใครง่ายๆ โลกมันไม่ขาวไปทั้งหมดหรือดำไปทั้งหมด

หลายเดือนก่อนท่านไม่ค่อยสบายท้อง ต่อเมื่อกรธ.ท่านหนึ่งแนะนำหมอให้ นั่นเอง ถึงทำให้ทราบว่า ท่านป่วยเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนและกว่าจะรู้มันก็ลุกลามเข้ามาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว

ถึงกระนั้น ท่านก็ไม่ปริปากให้ใครรู้ หากแต่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ออกไปชี้แจงรัฐธรรมนูญเท่าที่ทำได้ 

ตอนนั้น การทำรัฐธรรมนูญมาถึงขั้นเผยแพร่แล้ว กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม นัวเนียนุงนังกันไปทั่ว กรธ.ทราบว่าพี่นิวัติป่วยแต่ยังไม่ทราบว่า หนักขนาดไหน

จนวันหนึ่ง อาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ ที่ปรึกษากรธ.ได้ไลน์เข้ามาถามว่า มีใครพอจะหาห้องให้พี่นิวัติที่โรงพยาบาลรามาฯ ได้ไหมเพราะวันนั้นท่านไปรับการฉายแสงแล้ว แพทย์เกรงว่า ท่านจะมีอาการช็อคเนื่องจากแพ้คีโม กรธ.จึงได้จ้าละหวั่นกันไปหมดแต่ที่เราทำได้ก็คือ หาเตียงที่ใกล้ที่สุดคือที่สถาบันมะเร็งซึ่งอยู่ติดกับโรงพยาบาลรามาฯให้ได้เท่านั้น

ผ่านพ้นวิกฤตนั้นมาได้ไม่กี่วัน แพทย์ก็บอกว่า ตอนนี้พี่นิวัติยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์อยู่ จะทำอะไรให้รีบทำ

ในยามมรณะภัยมาเคาะประตูเรียก สิ่งที่พี่นิวัติและพี่จุไรรัศม์ภรรยาท่านทำนั้นแสดงให้เห็นถึงความองอาจของผู้ฝึกตนมาอย่างดีแล้ว

จากแพทย์ในวันนั้น ท่านไปลาพระภิกษุซึ่งท่านนับถือ กลับถึงบ้านก็เตรียมตัวอย่างดี เลือกรูปที่จะตั้งหน้าศพด้วยตัวเอง ฯลฯ
เตรียมรับมรณะภัยอย่างสงบ โดยมิได้หวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย

กรธ.ได้ติดตามอาการป่วยของท่านด้วยความเป็นห่วง นั่น ทำให้ได้ทราบว่า แม้แต่ในวันลงประชามติซึ่งตอนนั้นท่านเริ่มเดินลำบากแล้วแต่ก็ยังให้ลูกสาวพยุงไปลงประชามติ

เมื่อกรธ.ทราบความว่า จะทำอะไรให้รีบทำ กรธ.ก็ได้ขอไปเยี่ยมท่านที่บ้าน ภริยาท่านก็ว่าไม่สะดวกแต่พอได้เรียนท่านว่า ขอให้ได้แสดงมุทิตาจิตกันและอโหสิกรรมซึ่งกันและกันนะ จะที่ไหนก็ได้ นั่นล่ะ ท่านถึงบอกว่า ท่านจะมาที่สภาเอง

มีการประสานงานและเตรียมการรับพี่นิวัติอย่างดี เตรียมรถวีลแชร์ไว้รับเพราะทราบว่าท่านเดินไม่ได้แล้ว ผมสอบถามพี่นิวัติเองว่า ขากลับอยากนอนกลับไปสบายๆไหมจะได้ขอรถพยาบาลประจำรัฐสภาไว้ จะได้ให้เขาไปส่ง ท่านก็บอกว่า นอนกลับมาก็สะดวกดี ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ จึงประสานของรถพยาบาลไว้ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่รัฐสภาได้ทราบเรื่องและทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่อื่นๆที่เขาไม่ทราบจะได้ปฏิบัติต่อท่านอย่างที่ควรจะเป็น

19 สิงหาคม พี่นิวัติมาถึงสภา 

จากเดิมตั้งใจกันว่า จะจัดล้อมวงสนทนาและแสดงมุทิตาจิตกันกลางห้องประชุมแต่อาจารย์มีชัย ท่านคิดละเอียดรอบคอบดีกว่านั้น เมื่อท่านมาถึงอาจารย์มีชัยได้เข้ามาให้กำลังใจแล้วบอกว่า ขอให้กรธ.ทั้งหมดประชุมกันเป็นนัดพิเศษ เพื่อแสดงมุทิตาจิตกับพี่นิวัติ

กรธ.จัดที่พิเศษให้พี่นิวัติได้นั่งประชุมจากวีลแชร์ในที่ที่ติดกับประธานที่ประชุม 



อาจารย์มีชัยได้กล่าวนำเป็นเวลานานร่วมสิบกว่านาที สาระแห่งคำพูดของท่านั้นเต็มไปด้วยแง่มุม ทั้งทางโลก ทางธรรม ยังความซาบซึ้งใจ และเป็นกำลังใจให้กับพี่นิวัติ ครอบครัวหรือแม้แต่กรธ.ทุกคนเป็นอย่างดี

ตลอดเวลานั้นพี่นิวัตินั่งฟังด้วยความสงบ จะมีบ้างก็ตอนเจ้าหน้าที่ต้องช่วยให้อ็อกซิเจนเพิ่มเติมเท่านั้น

หลังอาจารย์มีชัยกล่าวจบ พี่นิวัติได้กล่าวตอบและเอ่ยปากว่า “ผมขออโหสิกรรมต่อทุกคนด้วยนะ”

ตอนท่านจะกลับผมคุกเข่ากราบเรียนท่านข้างๆวีลแชร์ว่า “ผมก็ขออโหสิกรรมต่อพี่ด้วยนะแต่ผมคิดว่า ระหว่างเราและในหมู่กรธ.ไม่มีสิ่งใดที่ต้องอโหสิกรรมต่อกันเพราะมีแต่สิ่งดีๆต่อกัน”

ลึกๆแล้วไม่ว่าพี่นิวัติหรือกรธ.ทั้งหมด ทราบดีว่า วันนี้เป็นการมาลาจากกัน จากเป็น ก่อนที่จะจากตาย

นักข่าวเห็นท่านขึ้นรถพยาบาลก็รายงานว่า ท่านมาประชุมแล้วฟุบคาที่ประชุม ผมเห็นข่าวแล้วเลยไปบอกว่า ไม่ใช่ มันไม่ได้เป็นแบบนั้น ท่านป่วย ท่านมาลา เราได้มาอโหสิกรรมต่อกัน และเรื่องนี้ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ท่านไม่อยากเปิดเผย มีองค์กรสื่อแห่งหนึ่งที่ผมก็โทรไปบอกแบบนี้ เพื่อให้เขาทราบว่า ข่าวที่รายงานออกไปนั้นมันผิด 

ผมหวังว่า เขาจะแก้ไขให้หรืออย่างน้อยก็คงเห็นแก่ความเป็นมนุษย์ของคนอื่นบ้าง

ผมประจักษ์ว่า สิ่งที่พี่นิวัติและภรรยาได้ทำให้เห็นนั้นคือ การแสดงธรรมโดยแท้ ผมพยายามศึกษาเรื่องการเตรียมตัวตายแต่ก็ไม่เคยเห็นคนประสบมรณะภัยใกล้ตัวคนไหนเข่นพี่นิวัติมาก่อน

ผมไม่เคยคุยเรื่องธรรมะกับท่านแต่เชื่อว่า ลึกๆแล้ว ท่านเป็นพุทธศาสนิกชนที่รู้ซึ้งถึงพระธรรมคำสอนที่ดีมากผู้หนึ่ง

มรณะกรรมของพี่นิวัติย่อมยังมาซึ่งเสียใจของครอบครัวและเป็นความสูญเสียของกรธ.ทุกคนด้วย ผมเองรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสได้รู้จักและได้มีโอกาสทำงานร่วมกันกับท่านครับ

ภัทระ คำพิทักษ์





ไม่ต้องกังวล เส้นทางนี้ แค่เดินกันไปก่อน และ หลังแค่นั้นเอง

วิ. 31สค. 59